journey

ที่เห็นข้างล่าง เป็นบันทึกการเดินทางที่เวียดนามเมื่อปีที่แล้วค่ะ
เขียนและโพสต์ไม่ค่อยต่อเนื่องกัน เนื่องจากเป็นคนสมาธิสั้น
ใครอยากอ่านตอนที่แล้ว คลิกที่นี่ค่ะ

************************************************************

การเดินทางสู่มูเน่ - เวลาชั่วคราวของคนผ่านทาง

(ภาพจาก http://www.travelblog.org/Wallpaper/sand_dunes_mui_ne.html)

ถ้าแล่นรถจากนาตรังลงมาทางใต้ ประมาณ 250 กิโลเมตรก่อนถึงโฮจิมินห์ซิตี้หรือไซง่อน เราจะพบกับเมืองชื่อมูเน่ (Mui Ne)


คัมภีร์คนจรอย่างโลนลี่แพลนเน็ตบอกว่า มูเน่ คือเมืองที่มีชื่อเสียงอันเนื่องมากจาก เนินทราย เนินทรายของที่นี่ยามต้องลมจะทอดตัวเป็นริ้วสวยๆ จนชนิดนักถ่ายภาพทั่วเวียดนามยอมอดทนรอกลางแดดร้อนๆ เพื่อจะได้ภาพถ่ายแบบ ช่วงเวลาแห่งความสุขของโกดักส์ มานักต่อนักแล้ว


ตะแรกตอนวางแผนจะมาผจญภัยเมืองเวียด ฉันว่าฉันพลิกดูเมืองน่าเดินทางทั่วเวียดนาม พร้อมวาดแผนการที่คาดว่าเพอร์เฟ็กต์แล้วนะ แต่ไม่รู้ว่าผิดพลาดประการใด ถึงได้ตกหล่นเมืองแสนแปลกอย่างมูเน่ไปเสียสนิท


ใช่แล้ว ฉันว่ามูเน่ เป็นเมืองแสนแปลก ภูมิประเทศของเมืองนี้ช่างแปลกประหลาดในสายตาฉัน เพราะมันมีทั้งทะเลทราย และแถมตั้งอยู่ชิดติดกับทะเลเสียอีกแน่ะ ความแปลกประหลาดแบบทะเลปะทะทะเลทรายนี้ ทำเอาฉันหมายมั่นปั้นมือตั้งแต่เห็นภาพถ่ายติดข้างฝาโรงแรมสันติภาพ (Peace Hotel) ในฮอยอันแล้วว่า ถ้ามีคราวหน้ากับเมืองเวียดเมื่อไหร่ มูเน่เสร็จฉันแน่!


ถ้าดูจากข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษของคัมภีร์คนจร ระยะห่างจากนาตรังมาถึงมูเน่จะมีระยะแค่ 200 กิโลเมตรนิดๆ เท่านั้น แต่เหตุอันเนื่องมาจากฤทธามหานุภาพในความเคร่งครัดกฎจราจรของเหล่าสารถีเวียดนาม ที่เป็นตายร้ายดียังไงก็จะไม่ขับขี่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแน่ๆ ก็ทำให้รถของซินห์คาเฟ่คันนี้มาถึงมูเน่ในเวลาสายแก่ๆ แบบอีกฉิวเฉียดก็จะเที่ยงแล้ว


จริงๆ เคยถกกันไปกับเพื่อนนิสิตปริญญาโทไปหนนึงแล้วว่า คนเวียดนามนี่แปลกมาก ไอ้เรื่องการจราจรนี่ล่ะก็เคร่งครัดนัก แต่ไอ้เรื่องอื่นน่ะ ท่านไม่เคร่ง แถมคดได้คดดีอีกต่างหาก เพื่อนปริญญาโทวิเคราะห์เจาะลึกว่าอย่างนี้


ฉันผู้ซึ่งยังไงก็มีประสบการณ์รอดตายจากอุบัติเหตุมาได้เพราะพี่คนขับเคร่งครัดกฎจนขับแบบเชื่องช้า ได้แต่หัวเราะ ตอนแรกก็เคยไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงได้ขับกันเป็นเต่าขนาดนั้น แม้กระทั่งเวลาอยู่บนมอเตอร์เวย์ก็เหอะ แต่พอประสบพบเจอกับตัวเอง ถึงได้เข้าใจว่าบางทีรัฐบาลท่ามคอมฯ อาจเห็นความปลอดภัยในชีวิตของพี่เวียดมาก่อนอย่างอื่นก็เป็นได้


ระหว่างทางก่อนถึงมูเน่ สารถีพี่เวียดได้จอดพักให้เราแวะเข้าปลดหนักปลดเบาเอาตามสะดวกในเมืองข้างทางเมืองหนึ่ง ฉันไม่ได้มีอะไรจะปลดกับใครเขา แต่หลังจากนั่งอุดอู้มากว่า 2 ชั่วโมง ในเมื่อพี่สารถีท่านยื่นโอกาสให้สูดอากาศพร้อมยืดเส้นยืดสายได้ขนาดนี้ จะไม่รับก็ใช่ที


ขณะที่ฉันยืนหันซ้ายหันขวา ยกกล้องถ่ายภาพขึ้นมาสอดส่ายเผื่อจะเจอมุมระหว่างทางที่ถูกใจอยู่นั้น แม่สาวตาผมทองที่ฉันจำได้ว่านั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน ก็มายืนอยู่ข้างๆ พร้อมยื่นสับประรดให้ทาน
ฉันกล่าวขอบคุณ จริงๆ ไม่ได้พิสมัยสับประรดเวียดนามนัก ค่าที่มันแสนจะเปรี้ยว แต่กลัวคนให้จะเสียน้ำใจก็เลยรับไว้


แวร์ อาร์ ยู โกอิ้ง กำลังจะไปที่ไหนเหรอคะ? ยังไม่ทันจะรู้ที่มาของเขา ก็ถามถึงที่ไปเสียแล้วฉัน
มูเน่ บีช สาวผมทองตอบมาอย่างนั้น
เหรอ! ฉันทำเสียงสูงเสียจนเธอตกใจ รู้ไหม? ถ้ามีเวลา ฉันอยากแวะที่นั่นมากเลยนะ แต่นี่ฉันจองตั๋วรถไฟจากโฮจิมินห์กลับฮานอยไว้แล้ว ถ้าแวะมูเน่อีก ฉันก็จะพลาดรถไฟขากลับน่ะ ท้ายประโยคฉันเติมท่าทีเสียดายใส่ไปด้วย
คุณจะนั่งรถไฟจากโฮจิมินห์ไปฮานอยนี่นะ? ดูเธอประหลาดใจกับข้อมูลที่ได้รับไม่น้อย ฉันเลยฝอยถึงเรื่องการนั่งรถไฟสายยาว (และเชื่องช้า) ของเวียดนามให้เธอฟังว่ามันสุดยอดขนาดไหน และบอกไปว่าฉันคิดว่ามันเป็น The Must ที่ต้องทำเมื่อเดินทางอยู่ในเวียดนามเลยล่ะ
ถึงมันจะใช้เวลาตั้งกว่า 30 ชั่วโมงน่ะเหรอ? เธอหัวเราะ
ใช่ ฉันหัวเราะตาม

หลังจากนั้นเราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางอีกมากมาย เธอบอกว่าเธอเป็นคุณครูมาจากฮอลแลนด์ ตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอมหน้าร้อนและเธอก็รู้สึกว่าอยากไปที่ไหนสักแห่งเลยตัดสินใจมาเอเชีย ฉันบอกเธอไปว่า แม่ฉันก็เป็นคุณครูเหมือนกัน และฉันคิดว่าคุณครูเป็นอาชีพที่ดีอาชีพหนึ่ง


ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะการที่ฉันเป็นลูกคุณครูหรือเปล่า จึงทำให้เราคุยกันค่อนข้างถูกคอ แต่ถึงกระนั้น ฉันสังเกตว่าในมวลหมู่นักเดินทาง น้อยครั้งมาก ที่เราจะถามชื่อกัน และยิ่งน้อยกว่าน้อยที่จะยอมแลกเบอร์ติดต่อ ฉันนั้นก็ขนาดนั่งคุยกับนักธุรกิจหนุ่มเกาหลีตั้ง 3 ชั่วโมง คุยขนาดจนรู้ว่าเขาชอบกินร้าน ป.กุ้งเผา และชอบ (อดีต) นายกทักษิณ แต่สุดท้ายเราก็ยังไม่เคยรู้แม้กระทั่งชื่อกัน


อาจเพราะเรารู้ว่านี่คือการมาเจอกันชั่วคราว เราได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ได้แลกเปลี่ยนบทสนทนาเพียงชั่วนึงเท่านั้น เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าถึงยังไง ปลายทางก็ต่างกัน


รถจอดที่มูเน่ บีช นักเดินทางผู้ไม่ได้มีปลายทางที่ไซง่อน แบกของลงจากรถ ขณะที่นักเดินทางอีกครึ่งที่เหลือเดินลงไปสูดอากาศสดใสใกล้เที่ยงริมทะเล พร้อมหาข้าวเที่ยงทาน
บ๊ายบาย ฉันโบกมือลาให้กับเพื่อนร่วมทางชั่วคราว เธอยิ้มให้ก่อนจะเดินจากไปพร้อมเป้ใบใหญ่ ขณะที่ฉันตัดสินใจเดินเลี้ยวไปดูทะเลข้างหลังอีกทาง


มือสัมภาษณ์อันดับหนึ่งของเมืองไทยอย่าง วรพจน์ พันธ์พงศ์ เคยตั้งคำถามไว้บนหน้ากระดาษหนังสือว่า หรือชีวิตจะเป็นเรื่องชั่วคราว? ฉันค่อนข้างจะเห็นด้วยแบบเต็มที่กับเขา เรื่องทุกเรื่องก็ชั่วคราวเท่านั้น อีกไม่กี่ชั่วโมง การแวะพักชั่วคราวที่เมืองมูเน่ของฉันก็กำลังจะจบลง และเหลืออีกไม่ถึงสิบวัน การผจญภัยแบบชั่วคราวในเวียดนามของฉันก็จะสิ้นสุดลงไปด้วย


ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว สิ่งที่ผ่านทางมาเดี๋ยวมันก็ผ่านทางไป แต่ทำไมความทรงจำถึงใครบางคน และกับเรื่องบางเรื่อง ถึงได้ชัดเจนกระจ่าง คล้ายๆ กับว่ามันจะดำรงอยู่ตลอดไปได้อย่างนั้นนะ

รถโอเพ่นบัสของซินห์คาเฟ่ แล่นมาถึงนาตรังเมื่อเวลา 6 นาฬิกาตรง

10 นาทีก่อนหน้าที่รถจะจอดสนิท มันเพิ่งแล่นเลาะถนนริมชายหาด เผยให้สายตาของนักเดินทางต่างแดนได้เห็นถึงท้องทะเลเวียดนามอันบริสุทธิ์ รถแล่นเอื่อยๆ คล้ายสารถีชาวเวียดอยากจะอวดโอ้ให้คนแดนไกลได้ใจเต้นกับความสวยงามของแผ่นดินบ้านเกิดตัวเอง

พูดให้จริงเข้า ฉันว่าท้องทะเลและชายหาดที่ไหน ไม่มีวันสวยเทียบเมืองไทยไปได้หรอก หากแต่ ณ วินาทีที่ท้องทะเลนาตรังเผยโฉมต่อหน้า ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะเดินทางคนเดียวหรือเปล่า วิญญาณความเหงาก็เลยเข้าสิง อยากจะไปนั่งแหมะจ่อมจมทำซึ้งอยู่กับหาดขาวตรงนั้น ที่สำคัญ ฉันยังมีเวลาเอื่อยเฉื่อยอยู่ที่นาตรังอีกตั้งชั่วโมงครึ่ง เพราะกว่ารถโอเพ่นบัส นาตรัง-มูเน่-ไซง่อน ของซินห์คาเฟ่จะออกตัวก็ 7 โมงครึ่งโน่น

หลังจากเข้าแถวคอมเฟิร์มตั๋วที่นั่ง พร้อมฝากเป้ไว้ที่ออฟฟิศซินห์ทัวร์แล้ว สาวไทยที่ฉายเดี่ยวชัวร์ๆ แล้ว ก็โกยแน่บไปที่ริมทะเลทันที อากาศที่เมืองนาตรังดีมาก ไม่แน่ใจว่าเพราะเป็นเมืองริมทะเลหรือเปล่า มีลมเย็นพัดมาตลอดเวลา ที่สำคัญเช้าขนาดนี้พระอาทิตย์คงยังขี้เซาหลับอุตุอยู่ คนริมหาดเลยได้เดินรับลมเย็นฉ่ำแบบสบายเพราะไร้แดด

ฉันถอดรองเท้า วางกระเป๋า และเอนตัวลงนอนไปบนผืนทรายแบบไม่กลัวการปนเปื้อนแต่อย่างใด การตระเวณในประทศที่แดดร้อนระอุมา 10 กว่าวัน ทำให้หน้าดำๆ และจมูกด่างๆ ของฉัน เพิ่มรังสีความดำและด่างพุ่งปรี๊ดเกินขีดสุดจนไม่รู้ว่าจะห่วงสวยห่วงดูดีไปอีกทำไมแล้ว เยื้องๆ จากที่ฉันนอนอยู่ไม่ไกลนัก มีคู่ปู่หลานคู่หนึ่งกำลังเล่นก่อกองทรายกันอยู่ เจ้าหลานชายตัวจ้อยดูท่าจะซนไม่น้อย เพราะเดี๋ยวก็วิ่งมาก่อทราย แล้วเดี๋ยวก็วิ่งลงทะเล ช่วงเวลาที่เจ้าหนูดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำสีฟ้าๆ คุณตาก็จะบ่นๆ ๆ แต่หากคำนวณดูจากสายตา ช่วงเวลานั้นน่าจะเป็นช่วงเวลาที่คุณตาเป็นห่วงที่สุด เพราะใครจะรู้หากคุณตาปล่อยสายตาละจากไป ของรักของคุณตาชิ้นนี้อาจจมหายไปในทะเลตลอดกาลก็ได้

เรือใบและเรือประมงแล่นตัดทะเลสีฟ้าเพื่อกลับมาบนฝั่งแล้ว ฉันเพิ่งสังเกตว่า เบื้องหน้าที่ฉันเรียกมันว่าทะเลเมืองนาตรังตลอดมานี้ แท้ที่จริงมันก็คือทะเลจีนใต้ ส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกอันยิ่งใหญ่นั่นเอง เข็มนาฬิกาบอกเวลา 7 นาฬิกา 20 นาที คุณตาเดินจูงมือพาของรักตัวน้อยๆ เดินจากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่รอยเท้า 2 คู่ที่มีขนาดไม่เท่ากันไว้บนผืนทราย

ฉันไม่แน่ใจว่าในชีวิตนี้ เราจะพบเจอ ของอันเป็นที่รัก ได้สักกี่มากน้อยกันแน่ และเมื่อพบเจอแล้ว ก็ใช่ว่าเราจะสามารถประคองของรักไม่ให้แตกหัก สูญเสีย หรือหลุดลอยจากชีวิตไปได้เสียหน่อย บ่อยครั้งเหมือนกันที่ถึงจะรัก แต่ของบางสิ่งก็ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้จริงๆ การพานพบมาเจอกันบนโลกกลมๆ ของ ของ สองสิ่ง ไม่ใช่ว่าจะต้องจบลงแบบแฮปปี้เอนด์ดิ้งเหมือนภาพคุณตาคุณหลานคู่นั้นที่ได้อยู่เคียงกันสักหน่อย

วันนั้น ขณะที่สองเท้ายังยืนอยู่ที่ชายฝั่งของทะเลจีนใต้ ความคิดของคนเดินทางผู้รู้ว่ารากของตัวเองฝังอยู่ที่ไหน ได้ลอยล่องไปไกลถึงทะเลแห่งหนึ่ง ทะเลในดวงใจอันเป็นบ้านเกิดของใครบางคน, ใครที่มีค่าเทียบเท่าได้กับของรักที่หายไปจากชีวิต

ณ วินาทีนั้น ฉันไม่แน่ใจนักว่า หัวใจหนึ่งเดียวของตัวเองยังสูบฉีดและเต้นรำอยู่บนฟากฝั่งทะเลจีนใต้นี้ไปด้วยกันกับสองเท้าหรือไม่

เท่าที่แน่ใจได้ก็มีเพียงแต่ความรู้สึกที่จดจารลงบนสมุดบันทึกเท่านั้น

คนบางคู่ ผ่านพบเพื่อจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันตลอดไป ขณะที่คนบางคู่ พบเจอ พรากจาก และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อจะคิดถึงกันตลอดกาล


edit @ 2007/01/08 12:21:20
edit @ 2007/01/08 12:24:42