film

 

Remark :

*เปิดเผยเนื้อเรื่อง, กรุณาไปดูก่อนอ่าน , กราบล่ะ

*นี่คือหนังไทยที่งดงามและดีที่สุดแห่งปี 2550

*ฉัน เขียนเรื่องนี้ให้เพื่อนคนหนึ่ง เป็นเวอร์ชั่นที่ 'เขียนเพื่อเพื่อน' ส่วนเวอร์ชั่น ที่จะ 'เขียนเพื่อตัวเอง' นั้น ยังไม่เสร็จ แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่า ถ้าเสร็จแล้วจะให้คนอื่นอ่านได้หรือไม่ เพราะมันคงมีแต่เรื่องที่เป็นส่วนตัวสุดๆ อยู่ในนั้นเป็นแน่

*นี่คือหนังที่ทำให้ฉันร้องไห้ได้อย่างเสียสติแห่งปี

*ฉันเขียนบทความนี้ พลางร้องไห้ไปพลาง



*******************************************************



‘รักแห่งสยาม’ – กับบางสิ่งที่เรียกว่า ‘รัก’

by Tiktok







อาจเป็นวินาทีแสนหวานที่เด็กผู้ชายสองคนจุมพิตกันกระมัง ที่ทำให้หลายคนตราหน้าหนังเรื่อง ‘รักแห่งสยาม’ (ประเทศไทย, 2550) ผลงานกำกับชิ้นที่ 3 ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ว่าคือหนึ่งในหนังเกย์ ที่มีหน้าหนัง (และการตลาด) ว่าด้วยเรื่องรักใสๆ ของวัยรุ่นในย่านสยามสแควร์

แต่เพียงเพราะมีฉากเช่นนั้นปรากฏอยู่ และเพียงเพราะสองตัวละครหลักที่รักกันในเรื่อง เป็นชายด้วยกันทั้งคู่ เพียงเท่านั้น มันเพียงพอที่จะตัดสินหนังอันว่าด้วยเรื่องราวความรักเรื่องนี้ว่าหนีไม่ พ้นหนังเกย์แล้วหรือ?

เพราะหากมองให้รอบด้าน และลึกลงไปในเนื้อหาของหนังจริงๆ จะพบว่า ไม่ใช่ความรักของเด็กหนุ่มอย่าง ‘โต้ง’ และ ‘มิว’ เท่านั้นที่หนังพยายามจะนำเสนอ แต่สิ่งที่หนังพยายามจะสื่อสารกับคนดูจริงๆ ก็คือ ประเด็นว่าด้วยความรักของคนทุกคน – ทุกคนที่ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในวัยแอบรัก, ผู้ใหญ่ที่ปวดร้าวและหาทางออกจากกับดักของอดีตไม่ได้, คนในครอบครัวที่เสียงหัวเราะหล่นหาย, คนในสยามสแควร์, คนในสยามประเทศ, หรือแม้กระทั่ง ความรักของพลเมืองบนโลกใบนี้

เรื่องราวของ ‘รักแห่งสยาม’ เริ่มต้นในวัยเยาว์ของเด็กผู้ชายบ้านใกล้กัน 2 คน ในขวบวัยอันงดงาม เด็กผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนเล่น คอยห่วงใย เติมเต็มความเหงา และกลายเป็นเพื่อนรักกันในที่สุด ก่อนที่การหายตัวไปของ ‘แตง’ พี่สาวของ ‘โต้ง’ จะนำมาซึ่งการจากพราก ... จากพรากที่ไม่ได้หมายถึงแค่ การที่ทำให้ ‘โต้ง’ ต้องจาก ‘มิว’ เท่านั้น แต่มันยังหมายถึง ‘โต้ง’ ต้องจากพรากจากครอบครัวอันอบอุ่น, เมื่อพ่อกลายเป็นคนติดเหล้าและสิ้นหวังเพราะรับไม่ได้กับการสูญเสียลูกสาว และแม่ก็กลายเป็นคนเข้มงวดเพราะเกรงกลัวว่าจะสูญเสียลูกชายไปอีกคน






มิวเติบโตขึ้นมาด้วยการทุ่มเทเวลาให้กับดนตรี หลังจากคนที่เขารักอย่างอาม่าจากไป มิวก็อาศัยอยู่คนเดียว โดยมีเด็กสาวข้างบ้านอย่าง ‘หญิง’ คอยเป็นห่วงเป็นใยอยู่ห่างๆ ขณะที่อีกฟากฝั่งของกรุงเทพฯ โต้งในวัยรุ่น มีแฟนเป็นเด็กสาวสวยเลือกได้อย่าง ‘โดนัท’ แต่กระนั้น โต้งก็ยังคงรู้สึกเหมือนชีวิตเขามีอะไรที่ขาดหาย แต่เขาก็ยังคงเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป ที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วอะไรกันแน่ที่เขาต้องการ โดยสะท้อนผ่านประโยค “เราไม่รู้” ที่โต้งชอบพูดบ่อยๆ

จนวันนึง มิวและโต้งได้กลับมาเจอกันอีกที่สยามสแควร์ แหล่งศูนย์รวมของวัยรุ่น และของคนเมือง จากเพื่อนเก่าที่กลับมาเจอกัน พวกเขาค่อยๆ ต่อเติมความเข้าใจ และเติมเต็มความหมายในชีวิตให้แก่กันและกัน ขณะเดียวกัน การเจอกันของทั้งคู่ ก็ได้นำพา ‘จูน’ ผู้จัดการวงออกัสที่หน้าตาเหมือนกับแตง-พี่สาวที่หายไป เข้ามาสู่ครอบครัวของโต้ง ทำให้พ่อผู้สิ้นหวัง เริ่มกลับมามีความหวังอีก และทำให้เสียงหัวเราะในครอบครัวกลับมาอีกครั้ง แต่มันก็เป็นการกลับมาแค่ไม่นานเท่านั้น เพราะเมื่อแม่ค้นพบว่าลูกชายไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคาดหวัง การจากพรากของ ‘โต้ง’ และ ‘มิว’ จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับการเดินหนีหายไปพร้อมรอยยิ้มและความสุขในครอบครัว รวมถึงการจากพรากจากความอบอุ่นที่ ‘จูน’ กำลังได้รับจากครอบครัวของโต้งด้วย





คงจะไม่ผิดนัก ที่จะบอกว่านี่คือหนังที่มีความเป็นส่วนตัวของผู้กำกับอยู่สูง จากคำให้สัมภาษณ์ของมะเดี่ยว ‘รักแห่งสยาม’ คือหนังที่พยายามจะหาคำตอบให้กับความสงสัยที่มะเดี่ยวมีให้กับความรักมาโดย ตลอด ความสงสัยที่ว่า หากมนุษย์ขาดรักแล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไร, แน่นอนที่สุด เราทุกคนคงยังหายใจได้, แต่จะเป็นการหายใจที่ว่างเปล่าเกินไปหรือเปล่านะ?

ฉากหนึ่งในหนังที่น่าประทับใจ ก็คือฉากที่โต้งกับมิวนอนคุยกัน พร้อมๆ กับที่มิวเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ‘ความเหงามัน Here ใส่มิวอย่างไรบ้าง คำถามของมิวที่ว่า “เราเจ็บปวดที่จะต้องสูญเสียคนที่เรารัก แต่เราจะอยู่โดยไม่มีความรักได้จริงๆ น่ะเหรอ, แล้วชีวิตที่เหลือของเราล่ะ?” เป็นคำถามที่เหมือนจะแทงทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตใจของมนุษย์ทุกคนได้เป็น อย่างดี

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนต่างก็เคยมีความรัก, ไม่ว่าจะเป็นรักก่อนในวันเก่า, รักสมหวัง, หรือรักที่ต้องจบลงด้วยรอยน้ำตา แต่กระนั้น ไม่ว่ามันจะจบลงอย่างแสนสุข หรือโศกเศร้า แต่ ‘รัก’ ที่เราเคยผ่านก็ทำให้เราเติบโต และก้าวผ่านคืนวันอันว่างเปล่ามาได้ในที่สุด

และเป็น ‘บางสิ่งที่เรียกว่า รัก’ นี่เอง ที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ยังมีคุณค่า แม้มันอาจทำให้เด็กสาวอย่าง ‘หญิง’ ต้องมีรอยน้ำตาเมื่อคนที่เธอรักไม่ได้เป็นอย่างที่เธอหวัง, แม้มันอาจทำให้ ‘มิว’ ทรมานจนคิดว่าคงร้องเพลงต่อไปไม่ได้อีกแล้ว, แม้มันอาจจะทำให้ ‘โต้ง’ ต้องสับสนว่าจะเลือกอะไร, แม้มันจะทำให้ ‘จูน’ ต้องหวนไห้หาอ้อมกอดอันอับอุ่นของครอบครัว, แม้มันอาจจะทำให้พ่อกับแม่ต้องหัวใจสลายเมื่อลูกรักจากไป





แต่ก็เป็นสิ่งนี้นี่เอง ที่ทำให้หญิงได้เติบโต, เป็นสิ่งนี้นี่เอง ที่ทำให้มิวได้รู้จักความหมายของคืนวัน, เป็นสิ่งนี้นี่เองที่เติมเต็มชีวิตอันขาดหายของโต้ง, เป็นสิ่งนี้นี่เอง ที่ยังทำให้หญิงสาวไร้บ้านคนหนึ่งยังยืนหยัดมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้, เป็นสิ่งนี้นี่เอง ที่ทำให้พ่อกับแม่ได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว การจากไปของใครที่รัก ไม่ได้หมายความว่า ความรักของเขาได้หายไปด้วย

เพราะท้ายที่สุด ความรักไม่เคยหายไปจากโลก – แต่บางครั้ง เราอาจทำร้ายกันเพราะเรารักกันมากเกินไป เราอาจมีร่องรอยน้ำตา เพราะเราห่วงใยกันเกินไป เราอาจหวนไห้ใจสลาย เพราะเราแคร์กันเกินไป แต่ก็อย่างที่เพลงในหนังบอกไว้ “มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย”

ความจริงที่ว่า อาจรวมถึง ความอ่อนหวาน และความขมปร่า

... รอยยิ้ม และ เสียงร่ำไห้

... ความสุขสันต์ และ ความเจ็บปวด

ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของความรัก

สิ่งที่สำคัญน้อยกว่า ‘อากาศ’ แต่มนุษย์ก็ขาดมันไม่ได้



... แด่ทุกความรักที่สร้างเรา...




edit @ 7 Dec 2007 00:33:37 by tiktokthailand

Stardust – เพราะความรักทำให้คนเราเปล่งประกาย

1.
เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ขณะที่ฉันกำลังรื้อๆ ค้นๆ ดูอัลบั้มรูปเก่าๆ อยู่นั้น รูมเมทสาวที่นั่งอยู่ด้วยได้เอ่ยทักขึ้นมาว่า รูปที่ฉันถ่ายไว้เมื่อหลังเรียนจบใหม่ๆ นั้น ดูอิ่มเอิบและมีชีวิตชีวาจัง
“อ๋อ ตกหลุมรักอยู่ล่ะสิตอนนั้น” เพื่อนสาวพูด
ฉันจำไม่ได้จริงๆ ว่า ณ ห้วงเวลานั้น ฉันเคยได้เผลอก้าวผ่านห้วงเวลาที่เรียกกันว่า “ตกหลุมรัก” กับคนอื่นเค้าหรือไม่ แต่ไอ้ที่เพื่อนบอกว่าฉันดูสวยและมีชีวิตชีวานั้น ฉันค่อนข้างเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ (55) เพราะถึงทุกวันนี้ ฉันยังอยากกลับไปมีหน้าตา และน้ำหนักตัวแบบวันนั้นอยู่เนืองๆ

ย้อนกลับมาที่ฉากผู้หญิงสองคนกำลังนั่งรื้อของ
ณ วันนั้น จำได้ว่า ฉันแทบไม่ได้สนใจกับคำกล่าวของเพื่อนสักเท่าไหร่ หลังจากดูภาพเสร็จ ฉันก็เก็บกวาดห้อง รวมถึงเก็บเรื่องราวที่เพื่อนสาวพูดเข้าไว้ในลิ้นชักความทรงจำ และลืมไปเสียสนิทด้วยซ้ำว่าเคยเกิดบทสนทนาประมาณนี้ขึ้น

จนกระทั่ง ฉันได้ดูหนังเรื่อง Stardust ไปเมื่อวันก่อน
อยู่ๆ ความทรงจำทั้งหมดที่เพื่อนเคยคุยกับฉันในวันนั้นก็กลับมาอีกครั้ง




2.
เนื้อเรื่องของ Stardust เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มร้านขายของชำนาม ทริสตัน ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชื่อ “วอลล์” อันมีที่มาจากกำแพง (wall) ที่ทอดยาวกั้นเขตหมู่บ้านกับเขตทุ่งหญ้าอันดูธรรมดาทุ่งหนึ่ง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นที่ตั้งของดินแดนมหัศจรรย์ที่ชื่อว่า “สตอร์มโฮลส์” ทริสตันหลงรัก วิคตอเรีย สาวสวยประจำหมู่บ้าน จนพร้อมจะยอมเดินข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาสิ่งที่เธอต้องการมามอบให้ วันหนึ่งเมื่อมีดาวหล่นร่วงจากฟากฟ้าตกลงมาบนอีกฝั่งกำแพง วิคตอเรียเอ่ยปากว่า หากเขาพาละอองของดวงดาวมาให้เธอได้ เธอจะยอมแต่งงานกับเขา

ด้วยอานุภาพแห่งรัก ทริสตันยอมเข้ากำแพงเพื่อตามหาดาวตก เมื่อเขาหลุดเข้าไปอยู่ในดินแดนอีกฝั่งกำแพง เขาก็พบว่า ตัวตนที่แท้จริงของดวงดาราที่มนุษย์อย่างเขาเคยเฝ้ามองนั้น แท้จริงเป็นหญิงสาวผมยาว นามว่า อีฟเวน ที่หล่นลงมา เพราะโดนสร้อยคอของกษัตริย์แห่งแคว้นสตอร์มโฮลส์ ขว้างขึ้นไปโดน ทริสตันตั้งใจพาดวงดาราที่เขาเจอกลับไปให้สาวที่หมายปอง โดยหารู้ไม่ว่า อีกฟากหนึ่งของดินแดนสตอร์มโฮลส์ เหล่าเจ้าชายที่หมายจะครองบัลลังก์แทนกษัตริย์ก็กำลังตามล่าสร้อยที่แขวนอยู่บนคอของอีฟเวนอยู่ เช่นกันกับที่ เหล่าแม่มดก็อยากได้ตัวดาวตกมาเพื่อทำให้ตัวเองกลับมาสาวสะพรั่งกันอีกครั้ง

ตลอดเวลาที่ทริสตันและอีฟเวนเดินทางไปด้วยกัน และหลบหนีการตามล่าของเหล่าเจ้าชาย และแม่มด พวกเขาค่อยๆ ทำความรู้จักกันมากขึ้น จากจุดมุ่งหมายเดิมที่ชายหนุ่มตั้งใจปกป้องดวงดาราสาวเพื่อจะพาเธอกลับไปเป็นของขวัญให้วิคตอเรีย เขาค่อยๆ ค้นพบว่าจุดหมายในการปกป้องของเขาเปลี่ยนไป บางทีมันอาจเป็นจุดหมายที่สั่งตรงมาจากหัวใจโดยที่เขาไม่เคยสังเกตก็ได้ ขณะที่ดวงดาราอย่างอีฟเวน ก็ค่อยๆ เปล่งประกายเจิดจ้า ในทุกเวลายามที่เธออยู่เคียงข้างทริสตัน

เป็นประกายเจิดจ้าไม่ต่างกับประกายแสนธรรมดาที่เรามักพบเห็นยามคนตกหลุมรัก
เป็นประกายอุ่นๆ ที่ทำให้หัวใจของมนุษย์ละมุนละไมขึ้น จนสะท้อนออกมาทางแววตาและความมีชีวิตชีวาในทุกจังหวะหัวใจเต้น
คุณเคยเป็นแบบนี้ไหม?




3.
น้องสาวที่รักของฉัน (ซึ่งปัจจุบันเป็นทอมบอย) เคยเสนอทฤษฎีหนึ่งที่ว่า ในเวลาแรกรัก คนเรามักจะยอมทำอะไรโง่ๆ และงี่เง่าเสมอ
หลังจากเคยเห็นน้องสาวเฝ้าแต่โทรศัพท์จนไม่ได้หลับไม่ได้นอน บางคราวก็นอนร้องไห้เวลาทะเลาะกับใครคนที่เรียกกันว่าแฟน ฉันก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยเต็มที่กับทฤษฎี “โง่และงี่เง่า” นี้แล้ว
แต่ถึงจะโง่และงี่เง่าเพียงไหน ฉันก็คงต้องยอมรับว่า ณ เวลานั้นเป็นเวลาที่น้องสาวของฉันมีแววตาเป็นประกายงดงามที่สุด

มันเป็นประกายตาเดียวกับหญิงสาวในหนังเรื่อง The Road Home ยามเธอตกหลุมรัก
และเป็นความงดงามแบบเดียวกับดวงตาของไอ้หนูน้อยที่หลงรักสาวชั้นเดียวกัน ใน Love Actually

เขียนถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งคิดว่าฉันกลายร่างเป็นสาวน้อยแสนหวานผู้เชื่อมั่นในรักแท้ไปเสียแล้ว
ฉันยังไม่ได้เปลี่ยนไป ยังเป็นคนตั้งคำถามและสงสัยกับมนุษย์ และความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตประเภทนี้อยู่เช่นเดิม

ฉากหนึ่งที่ฉันชอบในหนังก็คือ ฉากที่ อีฟเวน ดวงดาวสาว พูดถึงความรักของมวลมนุษย์
เธอบอกว่า เธอเคยได้ยินมาว่า รักนั้น ไร้เงื่อนไข ไร้กาลเวลา ทำให้หัวใจชุ่มชื่น แต่ขณะเดียวกัน มันก็ เหลือจะทนทาน มีความขมปร่า และเจ็บปวดทรมานซ่อนอยู่

ฉันว่ามันเป็นการเปรียบเทียบที่ดี เพราะอย่างที่เรารู้กันว่ารักนั้นไม่ได้มีแต่ด้านที่แสนหวานเสมอไป
แต่กระนั้น รักก็ยังเป็นความอัศจรรย์หนึ่งเดียวในโลก
เพราะแม้จะเจ็บปวดและทุกทรมานเพียงไหน ใครต่อใครก็ยังคงต้องการความรัก
เพราะสิ่งนี้สิ่งเดียว ที่ยังทำให้โลกทานทนกับสงคราม และสิ่งเลวร้ายต่างๆ ได้
เหมือนกับที่ เจ.เค.โรลลิ่งว่าไว้ รักคือเวทมนตร์ที่มหัศจรรย์ที่สุด จนทำให้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ รอดชีวิตจากเวทมนตร์ที่ชั่วร้ายที่สุดมาได้
และแน่นอน เมื่อรักมหัศจรรย์เช่นนี้ จะทำให้ดวงดาราสาวไม่ส่องประกายได้อย่างไร?
รวมถึงจะไม่ทำให้มนุษยชาติเปล่งแสงแห่งความสุขได้ไฉน?



4.อยู่ๆ ฉันก็นึกถึงรูปถ่ายที่เก็บเข้าลิ้นชักไปเมื่อ 3 ปีก่อนได้
ฉันเพิ่งไปรื้อค้นมันออกมา เห็นภาพหลายภาพที่มีใบหน้าอ้วนกลม (ที่สุดแล้วในชีวิต) ของฉันบรรจุอยู่
ยอมรับว่าฉันค่อนข้างชอบภาพพวกนั้น, มากทีเดียวแหละ
แต่มันก็เป็นคนละเรื่องเดียวกันกับที่ว่า ฉันเคยตกหลุมรักหรือไม่ (แต่ถ้าคุณนับ เจค จิลเลนฮาล กับ ออร์แลนโด้ บลูม เข้าด้วย คำตอบก็คือ ใช่!)
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ค่อยเชื่อในการมีอยู่ของรักแท้นัก (ก็ขนาด แบรด พิทท์ กับ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ยังเลิกกันเลย) แต่ฉันก็ยังรู้สึกดีทุกครั้งเวลาได้เห็นมนุษย์โอบกอด และมอบนามธรรมไร้สาระสิ่งนี้ให้แก่กัน
เพราะนี่อาจเป็นนามธรรมไร้สาระสิ่งเดียว ที่คอยขับเคลื่อนให้โลกยังหมุนไป
รวมถึงคอยทำให้ ทุกจังหวะของการหายใจของผู้คน มีความหมาย และมีค่า
มากกว่าจะเป็นแค่การเปลี่ยนถ่ายอ็อกซิเจน กับคาร์บอนไดอ็อกไซด์ธรรมดา
...ก็เป็นได้


ปล. แล้ววันนี้คุณเปล่งประกายแล้วรึยัง?

 

edit @ 11 Nov 2007 11:50:08 by tiktokthailand

2 Days in Paris เราตกหลุมรักในเวลา 2 วันได้ แต่เราอาจต้องใช้เวลาชั่วชีวิต เพื่อลืมคนที่เรา(เคย)รัก

ฉันไม่เคยไปปารีส แต่ฉันเพิ่งใช้เวลา 2วัน ผจญภัยไปในมหานครที่ได้ชื่อว่า นครแห่งรัก***





ถูกต้องแล้ว, คุณไม่ได้เข้าใจอะไรผิด ฉันจงใจเขียนข้อความข้างต้น และหมายความตามนั้นจริงๆ

ก่อน ที่ใครหลายคนจะหาว่าฉันบ้า (ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง) ฉันคงต้องบอกก่อนว่า การผจญภัยของฉันเกิดขึ้นเมื่อได้เดินเข้าไปดูหนังเรื่องหนึ่งที่ฉันรอคอยมา นานแสนนาน (ประหนึ่งรอคอยว่าเมื่อไหร่ เจค จิลเลนฮาล จะมาขอ) ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นผลงานกำกับครั้งแรกของนักแสดงสาวที่ฉันหลงรัก อย่าง จูลี่ เดลพี (Julie Delpy) หญิงสาวแห่งหนังภาคต่ออย่าง Before Sunrise กับ Before Sunset นั่นเอง

2 Days in Paris เล่าเรื่องของ มาเรียง ช่างภาพสาวฝรั่งเศส และ แจ๊ค อินทีเรียร์หนุ่มอเมริกัน ที่พากันมาเที่ยวยุโรป หลังจากพบว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาชักจะออกอาการทะแม่งๆ โดยลึกๆ พวกเขาคงหวังว่า การเปลี่ยนมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แสนจะโรแมนติกอย่างยุโรป คงจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่ไปเวนิสมาก็แล้ว ก็ยังไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ก่อนกลับไปดำเนินชีวิตอันวุ่นวายที่นิวยอร์ก มาเรียง จึงตัดสินใจพาแจ๊คแวะเที่ยวและทำความรู้จักกับ ปารีส เมืองบ้านเกิดของเธอก่อน เป็นเวลา 2 วัน

และเป็น 2 วันนั้นเอง ที่เกิดเรื่องราวเสียสติ (?) ต่างๆ มากมายขึ้น จนพอจะทำให้พวกเขาเริ่มหันกลับมาทบทวนความรู้สึกที่มีต่อกันและกัน และพิจารณาสถานภาพทางความสัมพันธ์มากขึ้น

ว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาอยู่กันด้วย ความรัก หรือ ความเคยชิน กันแน่?




โทรศัพท์ทางไกลจากนิวยอร์ก ถึง หนังเรื่อง Russian Dolls

เป็น เรื่องที่แปลกอยู่เหมือนกันว่า ก่อนหน้าที่ฉันจะได้ดูหนังเรื่องนี้เพียงหนึ่งวัน ฉันเพิ่งได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากนิวยอร์กจากเพื่อนสาวคนสนิท (ที่โทรมาหาฉัน บ่อยกว่าที่แม่ของฉันโทรหาลูกตัวเองเสียอีก) ประเด็นในการโทรมาก็ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เพื่อนสาวโทรมาปรึกษาปัญหาซึ่งดูจะเป็นปัญหาสำคัญของคนในยุคนี้ยิ่งกว่า ปัญหาโลกร้อนเสียอีก ถูกต้อง! ปัญหาที่ว่า คือปัญหาโลกแตกที่ชื่อว่า ความสัมพันธ์ นั่นเอง

ต้องบอกก่อนว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันได้รับโทรศัพท์แบบนี้ (และขอการันตีว่ามันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ตราบใดที่โลกนี้ยังพิสมัยหนังของ หว่องกาไวร์ อยู่) ทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนนัก แต่กระนั้น ฉันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมฉันยังคงได้รับโทรศัพท์มาขอคำแนะนำในแนวทางนี้อยู่บ่อยๆ ประหนึ่งว่า ฉันคือยัย Carrie Bradshaw แห่งซีรี่ยส์ Sex and the City ยังไงยังงั้น

และ ที่ฉันอดแปลกใจไม่ได้ก็คือ เรื่องราวที่ฉันได้ยิน และคำถามที่ฉันได้ฟังทุกครั้ง มักจะวนเวียนอยู่ที่เรื่องราวเดิมๆ จำพวก ทำไมเค้าถึงทำแบบนี้? , เค้าชอบฉันรึเปล่านี่?, แบบนี้มันหมายความว่ายังไงเหรอ?, ฉันควรจะทำยังไงดี หรือแม้กระทั่ง ทำไมเค้าไปจูบกับนังนั่นล่ะ! (เอ่อ, นี่คือคำถามจริงๆ นะ)

ถ้า เป็นคนที่มีความสัมพันธ์ก้าวล่วงไปอีกขั้นหนึ่ง ก็จะมีคำถามหรือคำบอกเล่าประเภท เอ่อ.. เราจะบอกเลิกเค้ายังไงดี?, ทำไงถึงจะทำให้มันเลิกตามตื้อชั้นได้วะ?, หรือ เบื่อแล้วอ่ะ แทน

ประโยค คำถามทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ฉันนึกถึงหนังเรื่องหนึ่ง ที่เมื่อหลายเดือนก่อน ฉันเพิ่งมอบมันเป็นของขวัญให้เพื่อนสาวผู้กำลังจะบินไปนิวยอร์ก หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Russian Dolls







Russian Dolls เป็นหนังฝรั่งเศส (อย่าเพิ่งงง) ที่มีฉากหลักๆ อยู่ที่ปารีส (อีกแล้ว) เป็นหนังว่าด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ที่พัฒนามาจากวัยนักศึกษา สู่วัยทำงาน แต่ละคนก็มีปัญหาหลากหลาย และปัญหาที่ว่า ก็หนีไม่พ้นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์

ฉันชอบฉากหนึ่ง ที่ซาเวียร์ พระเอกของเรื่อง ตั้งคำถามขณะเขานั่งอยู่บนรถไฟสายปารีส-ลอนดอน ว่า ทำไมพอเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ เราจะต้องมีคำถาม และความหวาดกลัวตามมามากมายทุกครั้ง ก่อนคบกันเราก็จะกังวลว่า เค้าจะชอบเราไหม? หรือ นี่เราพูดมากไปหรือเปล่า? แต่พอเริ่มคบกัน เราก็จะหวาดกลัวว่า เค้าจะจริงจังกับเรารึเปล่า? หรือ เค้าจะทิ้งชั้นไปไหมนี่ ครั้นพอแต่งงานกัน คำถามก็จะกลับมาเป็นเรื่อง ทำไมเค้าถึงได้งี่เง่าอย่างนี้? หรือ นี่เค้ากำลังคบชู้อยู่รึเปล่านะ? แทน

ฉันว่ามันเป็นเรื่องที่จริงเสียยิ่งกว่าจริง ทุกครั้งที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ มันมักจะมีเรื่องให้เราต้องกังวลและไม่มั่นใจเสมอ ไม่ว่าความสัมพันธ์ที่กำลังดำเนินอยู่จะเป็นครั้งแรก หรือครั้งที่สิบแล้วก็ตาม แต่การมีความสัมพันธ์มาแล้วหลายๆ ครั้ง ไม่เคยทำให้ความหวาดกลัวในจิตใจของผู้คนลดน้อยลงไปได้เลย คำถามเดิมๆ ยังคงวนเวียนไปมา ประหนึ่งว่านี่คือเรื่องธรรมดาสามัญของโลก

หรือจริงๆ แล้ว มันคือเรื่องธรรมดาสามัญของโลกจริงๆ?

ย้อน กลับมาที่การผจญภัย 2 วันในปารีสของแจ๊ค (พระเอกของเรื่อง) หนุ่มอินทีเรียร์อนามัยจัดและสติแตกสุดขั้ว ที่ต้องพลัดหลงมาอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยหนุ่มโคตรหล่อ ไม่ว่าจะเดินไปไหน จะขึ้นแท็กซี่ รถเมโทร (รถใต้ดิน) หรือแม้แต่ร้านอาหาร ก็เจอแต่หนุ่มหน้าตาชวนฝันทั้งนั้น แถมไอ้หนุ่มแต่ละคน ก็เหมือนจะพยายามมายุ่งเกี่ยวกับมาเรียง แฟนสาวของแจ๊คทั้งนั้น นี่มันเมืองบ้าอะไรกันเหรอ? สถานการณ์ในตอนนั้นสำหรับแจ๊ค คงทำให้ปารีสกลายเป็นเมืองที่โคตรบ้า และไม่ใกล้เคียงกับมหานครแห่งความรักเลยแม้แต่น้อย

เพราะวันเวลาใน มหานครแห่งนี้นี่เอง เป็นช่วงเวลาที่ทำให้แจ๊ครู้สึกว่า ตัวเองไม่เป็นที่รัก และเต็มไปด้วยความหวาดกลัวในความสัมพันธ์อย่างถึงที่สุด

แต่ในขณะ เดียวกัน ในห้วงเวลาแห่งความหวาดกลัว ก็เป็นห้วงเวลาเดียวกัน กับโมงยามที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า มาเรียงสำคัญต่อเขามากขนาดไหนไม่ใช่หรือ?

ในเวลาที่เราเข้าใกล้ความ สูญเสียที่สุด คือเวลาเดียวกับที่ เราจะตระหนักรู้ได้ว่า เรา (เคย) ได้ครอบครองของที่สำคัญที่สุดอยู่ไม่ใช่หรือ?

ใครก็ไม่รู้เคยบอกไว้ ว่า ความรักดูจะเป็นของสิ่งเดียวในโลกที่เปราะบางและสามารถแตกหักได้ง่ายที่สุด หากเราไม่รู้จักรักษาและทะนุถนอมมันไว้ สิ่งไม่มีชีวิตสิ่งนี้ก็พร้อมจะหล่นและแตกสลายได้ในที่สุด

และหาก มันแตกสลายไปแล้ว , ไม่ว่าจะใช้เวลา 2 วัน ในปารีส หรืออีกกี่ร้อยกี่พันวันในเมืองไหนๆ ของโลก มันก็ไม่มีทางรักษาและเยียวยาให้เหมือนเดิมได้ง่ายๆ หรอก

จริงอยู่ โลกใบนี้ได้พิสูจน์มาเป็นหลายพันปีแล้วว่า ทุกครั้งที่ความรักครั้งเก่าจบลง เราก็สามารถปลูกรักครั้งใหม่ และรดน้ำเติมปุ๋ยให้มันเติบโตได้อีกครั้ง

และกับบางความรัก มันก็อาจใช้เวลางอกเงยได้เพียง แรกพบ (at first sight) เท่านั้น หรือบ้างอาจใช้เวลาไม่กี่วัน อาจเป็น 2, 7, หรือ24 วัน อันนี้ก็แล้วแต่ความสามารถของบุคคล

แต่อย่าลืมว่า โลกใบนี้ก็ได้เคยพิสูจน์มาแล้วว่า เราอาจตกหลุมรักแรกพบ หรือรักกันใน 2 วันได้ แต่บ่อยครั้ง ที่เราต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อลืมหน้าคนที่เรา (เคย) รัก

ความจริงข้อนี้ มาเรียงแห่ง 2 Days in Paris และ เซลีน แห่ง Before Sunrise และ Before Sunset เค้ายืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะมาให้ฟังอีกทีนั่นเอง






ฟุตโน้ต


-หนัง เรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้ถูกใจฉันมาก เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะมันเต็มไปด้วยผู้ชายปารีสหน้าตาหล่อๆ มากมายปรากฏตัวแทบจะทุกฉากในหนัง (ฮา) คือ ฉันมีความเชื่อฝังใจมานานแล้วว่า ผู้ชายปารีเซียง (ผู้ชายปารีสนั่นแหละ) จัดเป็นผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก และต้องเป็นผู้ชายจากปารีสเท่านั้นนะ ถ้ามาจากเมืองอื่นของฝรั่งเศสนี่ ฉันไม่นับเด็ดขาด

-ฉันเคยไปช่วย พี่ทำทัวร์ต้อนรับพนักงานจากบริษัทฝรั่งเศสครั้งนึง เจอผู้ชายหน้าตาตี๋เอเชียมาเชียว แต่พอเค้าแนะนำตัวว่า Im Eric, from Paris เชื่อไหมว่า, ฉันเห็นตานั่นหล่อ (เกือบจะที่สุดในโลก) ขึ้นมาทันที

-ตัว ละครหนึ่งในเรื่อง ที่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นหนุ่มปารีส แต่ก็สามารถทำให้ฉันกรี๊ดอย่างเสียสติ (ในใจ) ได้ก็คือ Daniel Brühl หนุ่มที่ปรากฏตัวแล้วบอกว่าตัวเองเป็นนางฟ้า! (แดเนี่ยล บรูห์ล คือพระเอกในเรื่อง Good Bye Lenin นั่นเอง)




-Russian Dolls France 1995 directed by Cédric Klapisch

-2 Days in Paris USA 2007 directed by Julie Delpy

*** รูปแบบการเขียนประโยคนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจาก การเขียนของ พี่เต้-ไกรวุฒิ จุลพงศธร แห่งนิตยสาร Bioscope พี่เต้เขียนประโยคนำในบทความเกี่ยวกับหนังเรื่อง Lost in Translation ไว้ว่า ผมไม่เคยไปโตเกียว แต่ผมเคยหลงทางในโตเกียว (เป็นประโยคที่เปรี้ยวมาก)