2007/Sep/02

2 Days in Paris เราตกหลุมรักในเวลา 2 วันได้ แต่เราอาจต้องใช้เวลาชั่วชีวิต เพื่อลืมคนที่เรา(เคย)รัก

ฉันไม่เคยไปปารีส แต่ฉันเพิ่งใช้เวลา 2วัน ผจญภัยไปในมหานครที่ได้ชื่อว่า นครแห่งรัก***





ถูกต้องแล้ว, คุณไม่ได้เข้าใจอะไรผิด ฉันจงใจเขียนข้อความข้างต้น และหมายความตามนั้นจริงๆ

ก่อน ที่ใครหลายคนจะหาว่าฉันบ้า (ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง) ฉันคงต้องบอกก่อนว่า การผจญภัยของฉันเกิดขึ้นเมื่อได้เดินเข้าไปดูหนังเรื่องหนึ่งที่ฉันรอคอยมา นานแสนนาน (ประหนึ่งรอคอยว่าเมื่อไหร่ เจค จิลเลนฮาล จะมาขอ) ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นผลงานกำกับครั้งแรกของนักแสดงสาวที่ฉันหลงรัก อย่าง จูลี่ เดลพี (Julie Delpy) หญิงสาวแห่งหนังภาคต่ออย่าง Before Sunrise กับ Before Sunset นั่นเอง

2 Days in Paris เล่าเรื่องของ มาเรียง ช่างภาพสาวฝรั่งเศส และ แจ๊ค อินทีเรียร์หนุ่มอเมริกัน ที่พากันมาเที่ยวยุโรป หลังจากพบว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาชักจะออกอาการทะแม่งๆ โดยลึกๆ พวกเขาคงหวังว่า การเปลี่ยนมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แสนจะโรแมนติกอย่างยุโรป คงจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่ไปเวนิสมาก็แล้ว ก็ยังไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ก่อนกลับไปดำเนินชีวิตอันวุ่นวายที่นิวยอร์ก มาเรียง จึงตัดสินใจพาแจ๊คแวะเที่ยวและทำความรู้จักกับ ปารีส เมืองบ้านเกิดของเธอก่อน เป็นเวลา 2 วัน

และเป็น 2 วันนั้นเอง ที่เกิดเรื่องราวเสียสติ (?) ต่างๆ มากมายขึ้น จนพอจะทำให้พวกเขาเริ่มหันกลับมาทบทวนความรู้สึกที่มีต่อกันและกัน และพิจารณาสถานภาพทางความสัมพันธ์มากขึ้น

ว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาอยู่กันด้วย ความรัก หรือ ความเคยชิน กันแน่?




โทรศัพท์ทางไกลจากนิวยอร์ก ถึง หนังเรื่อง Russian Dolls

เป็น เรื่องที่แปลกอยู่เหมือนกันว่า ก่อนหน้าที่ฉันจะได้ดูหนังเรื่องนี้เพียงหนึ่งวัน ฉันเพิ่งได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากนิวยอร์กจากเพื่อนสาวคนสนิท (ที่โทรมาหาฉัน บ่อยกว่าที่แม่ของฉันโทรหาลูกตัวเองเสียอีก) ประเด็นในการโทรมาก็ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เพื่อนสาวโทรมาปรึกษาปัญหาซึ่งดูจะเป็นปัญหาสำคัญของคนในยุคนี้ยิ่งกว่า ปัญหาโลกร้อนเสียอีก ถูกต้อง! ปัญหาที่ว่า คือปัญหาโลกแตกที่ชื่อว่า ความสัมพันธ์ นั่นเอง

ต้องบอกก่อนว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันได้รับโทรศัพท์แบบนี้ (และขอการันตีว่ามันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ตราบใดที่โลกนี้ยังพิสมัยหนังของ หว่องกาไวร์ อยู่) ทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนนัก แต่กระนั้น ฉันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมฉันยังคงได้รับโทรศัพท์มาขอคำแนะนำในแนวทางนี้อยู่บ่อยๆ ประหนึ่งว่า ฉันคือยัย Carrie Bradshaw แห่งซีรี่ยส์ Sex and the City ยังไงยังงั้น

และ ที่ฉันอดแปลกใจไม่ได้ก็คือ เรื่องราวที่ฉันได้ยิน และคำถามที่ฉันได้ฟังทุกครั้ง มักจะวนเวียนอยู่ที่เรื่องราวเดิมๆ จำพวก ทำไมเค้าถึงทำแบบนี้? , เค้าชอบฉันรึเปล่านี่?, แบบนี้มันหมายความว่ายังไงเหรอ?, ฉันควรจะทำยังไงดี หรือแม้กระทั่ง ทำไมเค้าไปจูบกับนังนั่นล่ะ! (เอ่อ, นี่คือคำถามจริงๆ นะ)

ถ้า เป็นคนที่มีความสัมพันธ์ก้าวล่วงไปอีกขั้นหนึ่ง ก็จะมีคำถามหรือคำบอกเล่าประเภท เอ่อ.. เราจะบอกเลิกเค้ายังไงดี?, ทำไงถึงจะทำให้มันเลิกตามตื้อชั้นได้วะ?, หรือ เบื่อแล้วอ่ะ แทน

ประโยค คำถามทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ฉันนึกถึงหนังเรื่องหนึ่ง ที่เมื่อหลายเดือนก่อน ฉันเพิ่งมอบมันเป็นของขวัญให้เพื่อนสาวผู้กำลังจะบินไปนิวยอร์ก หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Russian Dolls







Russian Dolls เป็นหนังฝรั่งเศส (อย่าเพิ่งงง) ที่มีฉากหลักๆ อยู่ที่ปารีส (อีกแล้ว) เป็นหนังว่าด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนกลุ่มหนึ่ง ที่พัฒนามาจากวัยนักศึกษา สู่วัยทำงาน แต่ละคนก็มีปัญหาหลากหลาย และปัญหาที่ว่า ก็หนีไม่พ้นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์

ฉันชอบฉากหนึ่ง ที่ซาเวียร์ พระเอกของเรื่อง ตั้งคำถามขณะเขานั่งอยู่บนรถไฟสายปารีส-ลอนดอน ว่า ทำไมพอเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ เราจะต้องมีคำถาม และความหวาดกลัวตามมามากมายทุกครั้ง ก่อนคบกันเราก็จะกังวลว่า เค้าจะชอบเราไหม? หรือ นี่เราพูดมากไปหรือเปล่า? แต่พอเริ่มคบกัน เราก็จะหวาดกลัวว่า เค้าจะจริงจังกับเรารึเปล่า? หรือ เค้าจะทิ้งชั้นไปไหมนี่ ครั้นพอแต่งงานกัน คำถามก็จะกลับมาเป็นเรื่อง ทำไมเค้าถึงได้งี่เง่าอย่างนี้? หรือ นี่เค้ากำลังคบชู้อยู่รึเปล่านะ? แทน

ฉันว่ามันเป็นเรื่องที่จริงเสียยิ่งกว่าจริง ทุกครั้งที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ มันมักจะมีเรื่องให้เราต้องกังวลและไม่มั่นใจเสมอ ไม่ว่าความสัมพันธ์ที่กำลังดำเนินอยู่จะเป็นครั้งแรก หรือครั้งที่สิบแล้วก็ตาม แต่การมีความสัมพันธ์มาแล้วหลายๆ ครั้ง ไม่เคยทำให้ความหวาดกลัวในจิตใจของผู้คนลดน้อยลงไปได้เลย คำถามเดิมๆ ยังคงวนเวียนไปมา ประหนึ่งว่านี่คือเรื่องธรรมดาสามัญของโลก

หรือจริงๆ แล้ว มันคือเรื่องธรรมดาสามัญของโลกจริงๆ?

ย้อน กลับมาที่การผจญภัย 2 วันในปารีสของแจ๊ค (พระเอกของเรื่อง) หนุ่มอินทีเรียร์อนามัยจัดและสติแตกสุดขั้ว ที่ต้องพลัดหลงมาอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยหนุ่มโคตรหล่อ ไม่ว่าจะเดินไปไหน จะขึ้นแท็กซี่ รถเมโทร (รถใต้ดิน) หรือแม้แต่ร้านอาหาร ก็เจอแต่หนุ่มหน้าตาชวนฝันทั้งนั้น แถมไอ้หนุ่มแต่ละคน ก็เหมือนจะพยายามมายุ่งเกี่ยวกับมาเรียง แฟนสาวของแจ๊คทั้งนั้น นี่มันเมืองบ้าอะไรกันเหรอ? สถานการณ์ในตอนนั้นสำหรับแจ๊ค คงทำให้ปารีสกลายเป็นเมืองที่โคตรบ้า และไม่ใกล้เคียงกับมหานครแห่งความรักเลยแม้แต่น้อย

เพราะวันเวลาใน มหานครแห่งนี้นี่เอง เป็นช่วงเวลาที่ทำให้แจ๊ครู้สึกว่า ตัวเองไม่เป็นที่รัก และเต็มไปด้วยความหวาดกลัวในความสัมพันธ์อย่างถึงที่สุด

แต่ในขณะ เดียวกัน ในห้วงเวลาแห่งความหวาดกลัว ก็เป็นห้วงเวลาเดียวกัน กับโมงยามที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า มาเรียงสำคัญต่อเขามากขนาดไหนไม่ใช่หรือ?

ในเวลาที่เราเข้าใกล้ความ สูญเสียที่สุด คือเวลาเดียวกับที่ เราจะตระหนักรู้ได้ว่า เรา (เคย) ได้ครอบครองของที่สำคัญที่สุดอยู่ไม่ใช่หรือ?

ใครก็ไม่รู้เคยบอกไว้ ว่า ความรักดูจะเป็นของสิ่งเดียวในโลกที่เปราะบางและสามารถแตกหักได้ง่ายที่สุด หากเราไม่รู้จักรักษาและทะนุถนอมมันไว้ สิ่งไม่มีชีวิตสิ่งนี้ก็พร้อมจะหล่นและแตกสลายได้ในที่สุด

และหาก มันแตกสลายไปแล้ว , ไม่ว่าจะใช้เวลา 2 วัน ในปารีส หรืออีกกี่ร้อยกี่พันวันในเมืองไหนๆ ของโลก มันก็ไม่มีทางรักษาและเยียวยาให้เหมือนเดิมได้ง่ายๆ หรอก

จริงอยู่ โลกใบนี้ได้พิสูจน์มาเป็นหลายพันปีแล้วว่า ทุกครั้งที่ความรักครั้งเก่าจบลง เราก็สามารถปลูกรักครั้งใหม่ และรดน้ำเติมปุ๋ยให้มันเติบโตได้อีกครั้ง

และกับบางความรัก มันก็อาจใช้เวลางอกเงยได้เพียง แรกพบ (at first sight) เท่านั้น หรือบ้างอาจใช้เวลาไม่กี่วัน อาจเป็น 2, 7, หรือ24 วัน อันนี้ก็แล้วแต่ความสามารถของบุคคล

แต่อย่าลืมว่า โลกใบนี้ก็ได้เคยพิสูจน์มาแล้วว่า เราอาจตกหลุมรักแรกพบ หรือรักกันใน 2 วันได้ แต่บ่อยครั้ง ที่เราต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อลืมหน้าคนที่เรา (เคย) รัก

ความจริงข้อนี้ มาเรียงแห่ง 2 Days in Paris และ เซลีน แห่ง Before Sunrise และ Before Sunset เค้ายืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะมาให้ฟังอีกทีนั่นเอง






ฟุตโน้ต


-หนัง เรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้ถูกใจฉันมาก เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะมันเต็มไปด้วยผู้ชายปารีสหน้าตาหล่อๆ มากมายปรากฏตัวแทบจะทุกฉากในหนัง (ฮา) คือ ฉันมีความเชื่อฝังใจมานานแล้วว่า ผู้ชายปารีเซียง (ผู้ชายปารีสนั่นแหละ) จัดเป็นผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก และต้องเป็นผู้ชายจากปารีสเท่านั้นนะ ถ้ามาจากเมืองอื่นของฝรั่งเศสนี่ ฉันไม่นับเด็ดขาด

-ฉันเคยไปช่วย พี่ทำทัวร์ต้อนรับพนักงานจากบริษัทฝรั่งเศสครั้งนึง เจอผู้ชายหน้าตาตี๋เอเชียมาเชียว แต่พอเค้าแนะนำตัวว่า Im Eric, from Paris เชื่อไหมว่า, ฉันเห็นตานั่นหล่อ (เกือบจะที่สุดในโลก) ขึ้นมาทันที

-ตัว ละครหนึ่งในเรื่อง ที่ถึงแม้จะไม่ได้เป็นหนุ่มปารีส แต่ก็สามารถทำให้ฉันกรี๊ดอย่างเสียสติ (ในใจ) ได้ก็คือ Daniel Brühl หนุ่มที่ปรากฏตัวแล้วบอกว่าตัวเองเป็นนางฟ้า! (แดเนี่ยล บรูห์ล คือพระเอกในเรื่อง Good Bye Lenin นั่นเอง)




-Russian Dolls France 1995 directed by Cédric Klapisch

-2 Days in Paris USA 2007 directed by Julie Delpy

*** รูปแบบการเขียนประโยคนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจาก การเขียนของ พี่เต้-ไกรวุฒิ จุลพงศธร แห่งนิตยสาร Bioscope พี่เต้เขียนประโยคนำในบทความเกี่ยวกับหนังเรื่อง Lost in Translation ไว้ว่า ผมไม่เคยไปโตเกียว แต่ผมเคยหลงทางในโตเกียว (เป็นประโยคที่เปรี้ยวมาก)



Comment

Comment:

Tweet


Hello! Good Site! Thanks you! uspizuovvtb
#3 by wnahxejpuw (217.221.90.178) At 2007-11-28 06:52,
แหม? สองวันในปารีส หนูว่าน้อยไปนะคะ มหานครยิ่งใหญ่ขนาดนั้น น่าเที่ยวซัก1อาทิตย์ ไปเลย ดูหนัง ถ้านางเอกไม่มีคนมาปิ๊ง ผู้ชายก็ตาถั่วซะแล้ว เธอออกจะสวยและดูดีขนาดนั้น
หนังน่าดูจังเลยค่ะ..............
#1 by GoddessIsis At 2007-09-02 21:58,