
รถโอเพ่นบัสของซินห์คาเฟ่ แล่นมาถึงนาตรังเมื่อเวลา 6 นาฬิกาตรง
10 นาทีก่อนหน้าที่รถจะจอดสนิท มันเพิ่งแล่นเลาะถนนริมชายหาด เผยให้สายตาของนักเดินทางต่างแดนได้เห็นถึงท้องทะเลเวียดนามอันบริสุทธิ์ รถแล่นเอื่อยๆ คล้ายสารถีชาวเวียดอยากจะอวดโอ้ให้คนแดนไกลได้ใจเต้นกับความสวยงามของแผ่นดินบ้านเกิดตัวเอง
พูดให้จริงเข้า ฉันว่าท้องทะเลและชายหาดที่ไหน ไม่มีวันสวยเทียบเมืองไทยไปได้หรอก หากแต่ ณ วินาทีที่ท้องทะเลนาตรังเผยโฉมต่อหน้า ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะเดินทางคนเดียวหรือเปล่า วิญญาณความเหงาก็เลยเข้าสิง อยากจะไปนั่งแหมะจ่อมจมทำซึ้งอยู่กับหาดขาวตรงนั้น ที่สำคัญ ฉันยังมีเวลาเอื่อยเฉื่อยอยู่ที่นาตรังอีกตั้งชั่วโมงครึ่ง เพราะกว่ารถโอเพ่นบัส นาตรัง-มูเน่-ไซง่อน ของซินห์คาเฟ่จะออกตัวก็ 7 โมงครึ่งโน่น
หลังจากเข้าแถวคอมเฟิร์มตั๋วที่นั่ง พร้อมฝากเป้ไว้ที่ออฟฟิศซินห์ทัวร์แล้ว สาวไทยที่ฉายเดี่ยวชัวร์ๆ แล้ว ก็โกยแน่บไปที่ริมทะเลทันที อากาศที่เมืองนาตรังดีมาก ไม่แน่ใจว่าเพราะเป็นเมืองริมทะเลหรือเปล่า มีลมเย็นพัดมาตลอดเวลา ที่สำคัญเช้าขนาดนี้พระอาทิตย์คงยังขี้เซาหลับอุตุอยู่ คนริมหาดเลยได้เดินรับลมเย็นฉ่ำแบบสบายเพราะไร้แดด
ฉันถอดรองเท้า วางกระเป๋า และเอนตัวลงนอนไปบนผืนทรายแบบไม่กลัวการปนเปื้อนแต่อย่างใด การตระเวณในประทศที่แดดร้อนระอุมา 10 กว่าวัน ทำให้หน้าดำๆ และจมูกด่างๆ ของฉัน เพิ่มรังสีความดำและด่างพุ่งปรี๊ดเกินขีดสุดจนไม่รู้ว่าจะห่วงสวยห่วงดูดีไปอีกทำไมแล้ว เยื้องๆ จากที่ฉันนอนอยู่ไม่ไกลนัก มีคู่ปู่หลานคู่หนึ่งกำลังเล่นก่อกองทรายกันอยู่ เจ้าหลานชายตัวจ้อยดูท่าจะซนไม่น้อย เพราะเดี๋ยวก็วิ่งมาก่อทราย แล้วเดี๋ยวก็วิ่งลงทะเล ช่วงเวลาที่เจ้าหนูดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำสีฟ้าๆ คุณตาก็จะบ่นๆ ๆ แต่หากคำนวณดูจากสายตา ช่วงเวลานั้นน่าจะเป็นช่วงเวลาที่คุณตาเป็นห่วงที่สุด เพราะใครจะรู้หากคุณตาปล่อยสายตาละจากไป ของรักของคุณตาชิ้นนี้อาจจมหายไปในทะเลตลอดกาลก็ได้
เรือใบและเรือประมงแล่นตัดทะเลสีฟ้าเพื่อกลับมาบนฝั่งแล้ว ฉันเพิ่งสังเกตว่า เบื้องหน้าที่ฉันเรียกมันว่าทะเลเมืองนาตรังตลอดมานี้ แท้ที่จริงมันก็คือทะเลจีนใต้ ส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกอันยิ่งใหญ่นั่นเอง เข็มนาฬิกาบอกเวลา 7 นาฬิกา 20 นาที คุณตาเดินจูงมือพาของรักตัวน้อยๆ เดินจากไปแล้ว ทิ้งไว้แต่รอยเท้า 2 คู่ที่มีขนาดไม่เท่ากันไว้บนผืนทราย
ฉันไม่แน่ใจว่าในชีวิตนี้ เราจะพบเจอ ของอันเป็นที่รัก ได้สักกี่มากน้อยกันแน่ และเมื่อพบเจอแล้ว ก็ใช่ว่าเราจะสามารถประคองของรักไม่ให้แตกหัก สูญเสีย หรือหลุดลอยจากชีวิตไปได้เสียหน่อย บ่อยครั้งเหมือนกันที่ถึงจะรัก แต่ของบางสิ่งก็ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้จริงๆ การพานพบมาเจอกันบนโลกกลมๆ ของ ของ สองสิ่ง ไม่ใช่ว่าจะต้องจบลงแบบแฮปปี้เอนด์ดิ้งเหมือนภาพคุณตาคุณหลานคู่นั้นที่ได้อยู่เคียงกันสักหน่อย
วันนั้น ขณะที่สองเท้ายังยืนอยู่ที่ชายฝั่งของทะเลจีนใต้ ความคิดของคนเดินทางผู้รู้ว่ารากของตัวเองฝังอยู่ที่ไหน ได้ลอยล่องไปไกลถึงทะเลแห่งหนึ่ง ทะเลในดวงใจอันเป็นบ้านเกิดของใครบางคน, ใครที่มีค่าเทียบเท่าได้กับของรักที่หายไปจากชีวิต
ณ วินาทีนั้น ฉันไม่แน่ใจนักว่า หัวใจหนึ่งเดียวของตัวเองยังสูบฉีดและเต้นรำอยู่บนฟากฝั่งทะเลจีนใต้นี้ไปด้วยกันกับสองเท้าหรือไม่
เท่าที่แน่ใจได้ก็มีเพียงแต่ความรู้สึกที่จดจารลงบนสมุดบันทึกเท่านั้น
คนบางคู่ ผ่านพบเพื่อจะมีชีวิตอยู่ร่วมกันตลอดไป ขณะที่คนบางคู่ พบเจอ พรากจาก และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อจะคิดถึงกันตลอดกาล
edit @ 2007/01/08 12:21:20
edit @ 2007/01/08 12:24:42