2009/Jan/29

I, long time, have moved to new home.

It's tiktok.bloggang.com .

See you there :)

 

Cheers,

Tiktok :)

 

2007/Dec/07

 

Remark :

*เปิดเผยเนื้อเรื่อง, กรุณาไปดูก่อนอ่าน , กราบล่ะ

*นี่คือหนังไทยที่งดงามและดีที่สุดแห่งปี 2550

*ฉัน เขียนเรื่องนี้ให้เพื่อนคนหนึ่ง เป็นเวอร์ชั่นที่ 'เขียนเพื่อเพื่อน' ส่วนเวอร์ชั่น ที่จะ 'เขียนเพื่อตัวเอง' นั้น ยังไม่เสร็จ แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่า ถ้าเสร็จแล้วจะให้คนอื่นอ่านได้หรือไม่ เพราะมันคงมีแต่เรื่องที่เป็นส่วนตัวสุดๆ อยู่ในนั้นเป็นแน่

*นี่คือหนังที่ทำให้ฉันร้องไห้ได้อย่างเสียสติแห่งปี

*ฉันเขียนบทความนี้ พลางร้องไห้ไปพลาง



*******************************************************



‘รักแห่งสยาม’ – กับบางสิ่งที่เรียกว่า ‘รัก’

by Tiktok







อาจเป็นวินาทีแสนหวานที่เด็กผู้ชายสองคนจุมพิตกันกระมัง ที่ทำให้หลายคนตราหน้าหนังเรื่อง ‘รักแห่งสยาม’ (ประเทศไทย, 2550) ผลงานกำกับชิ้นที่ 3 ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ว่าคือหนึ่งในหนังเกย์ ที่มีหน้าหนัง (และการตลาด) ว่าด้วยเรื่องรักใสๆ ของวัยรุ่นในย่านสยามสแควร์

แต่เพียงเพราะมีฉากเช่นนั้นปรากฏอยู่ และเพียงเพราะสองตัวละครหลักที่รักกันในเรื่อง เป็นชายด้วยกันทั้งคู่ เพียงเท่านั้น มันเพียงพอที่จะตัดสินหนังอันว่าด้วยเรื่องราวความรักเรื่องนี้ว่าหนีไม่ พ้นหนังเกย์แล้วหรือ?

เพราะหากมองให้รอบด้าน และลึกลงไปในเนื้อหาของหนังจริงๆ จะพบว่า ไม่ใช่ความรักของเด็กหนุ่มอย่าง ‘โต้ง’ และ ‘มิว’ เท่านั้นที่หนังพยายามจะนำเสนอ แต่สิ่งที่หนังพยายามจะสื่อสารกับคนดูจริงๆ ก็คือ ประเด็นว่าด้วยความรักของคนทุกคน – ทุกคนที่ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในวัยแอบรัก, ผู้ใหญ่ที่ปวดร้าวและหาทางออกจากกับดักของอดีตไม่ได้, คนในครอบครัวที่เสียงหัวเราะหล่นหาย, คนในสยามสแควร์, คนในสยามประเทศ, หรือแม้กระทั่ง ความรักของพลเมืองบนโลกใบนี้

เรื่องราวของ ‘รักแห่งสยาม’ เริ่มต้นในวัยเยาว์ของเด็กผู้ชายบ้านใกล้กัน 2 คน ในขวบวัยอันงดงาม เด็กผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนเล่น คอยห่วงใย เติมเต็มความเหงา และกลายเป็นเพื่อนรักกันในที่สุด ก่อนที่การหายตัวไปของ ‘แตง’ พี่สาวของ ‘โต้ง’ จะนำมาซึ่งการจากพราก ... จากพรากที่ไม่ได้หมายถึงแค่ การที่ทำให้ ‘โต้ง’ ต้องจาก ‘มิว’ เท่านั้น แต่มันยังหมายถึง ‘โต้ง’ ต้องจากพรากจากครอบครัวอันอบอุ่น, เมื่อพ่อกลายเป็นคนติดเหล้าและสิ้นหวังเพราะรับไม่ได้กับการสูญเสียลูกสาว และแม่ก็กลายเป็นคนเข้มงวดเพราะเกรงกลัวว่าจะสูญเสียลูกชายไปอีกคน






มิวเติบโตขึ้นมาด้วยการทุ่มเทเวลาให้กับดนตรี หลังจากคนที่เขารักอย่างอาม่าจากไป มิวก็อาศัยอยู่คนเดียว โดยมีเด็กสาวข้างบ้านอย่าง ‘หญิง’ คอยเป็นห่วงเป็นใยอยู่ห่างๆ ขณะที่อีกฟากฝั่งของกรุงเทพฯ โต้งในวัยรุ่น มีแฟนเป็นเด็กสาวสวยเลือกได้อย่าง ‘โดนัท’ แต่กระนั้น โต้งก็ยังคงรู้สึกเหมือนชีวิตเขามีอะไรที่ขาดหาย แต่เขาก็ยังคงเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป ที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วอะไรกันแน่ที่เขาต้องการ โดยสะท้อนผ่านประโยค “เราไม่รู้” ที่โต้งชอบพูดบ่อยๆ

จนวันนึง มิวและโต้งได้กลับมาเจอกันอีกที่สยามสแควร์ แหล่งศูนย์รวมของวัยรุ่น และของคนเมือง จากเพื่อนเก่าที่กลับมาเจอกัน พวกเขาค่อยๆ ต่อเติมความเข้าใจ และเติมเต็มความหมายในชีวิตให้แก่กันและกัน ขณะเดียวกัน การเจอกันของทั้งคู่ ก็ได้นำพา ‘จูน’ ผู้จัดการวงออกัสที่หน้าตาเหมือนกับแตง-พี่สาวที่หายไป เข้ามาสู่ครอบครัวของโต้ง ทำให้พ่อผู้สิ้นหวัง เริ่มกลับมามีความหวังอีก และทำให้เสียงหัวเราะในครอบครัวกลับมาอีกครั้ง แต่มันก็เป็นการกลับมาแค่ไม่นานเท่านั้น เพราะเมื่อแม่ค้นพบว่าลูกชายไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคาดหวัง การจากพรากของ ‘โต้ง’ และ ‘มิว’ จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับการเดินหนีหายไปพร้อมรอยยิ้มและความสุขในครอบครัว รวมถึงการจากพรากจากความอบอุ่นที่ ‘จูน’ กำลังได้รับจากครอบครัวของโต้งด้วย





คงจะไม่ผิดนัก ที่จะบอกว่านี่คือหนังที่มีความเป็นส่วนตัวของผู้กำกับอยู่สูง จากคำให้สัมภาษณ์ของมะเดี่ยว ‘รักแห่งสยาม’ คือหนังที่พยายามจะหาคำตอบให้กับความสงสัยที่มะเดี่ยวมีให้กับความรักมาโดย ตลอด ความสงสัยที่ว่า หากมนุษย์ขาดรักแล้วพวกเขาจะเป็นอย่างไร, แน่นอนที่สุด เราทุกคนคงยังหายใจได้, แต่จะเป็นการหายใจที่ว่างเปล่าเกินไปหรือเปล่านะ?

ฉากหนึ่งในหนังที่น่าประทับใจ ก็คือฉากที่โต้งกับมิวนอนคุยกัน พร้อมๆ กับที่มิวเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ‘ความเหงามัน Here ใส่มิวอย่างไรบ้าง คำถามของมิวที่ว่า “เราเจ็บปวดที่จะต้องสูญเสียคนที่เรารัก แต่เราจะอยู่โดยไม่มีความรักได้จริงๆ น่ะเหรอ, แล้วชีวิตที่เหลือของเราล่ะ?” เป็นคำถามที่เหมือนจะแทงทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตใจของมนุษย์ทุกคนได้เป็น อย่างดี

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนต่างก็เคยมีความรัก, ไม่ว่าจะเป็นรักก่อนในวันเก่า, รักสมหวัง, หรือรักที่ต้องจบลงด้วยรอยน้ำตา แต่กระนั้น ไม่ว่ามันจะจบลงอย่างแสนสุข หรือโศกเศร้า แต่ ‘รัก’ ที่เราเคยผ่านก็ทำให้เราเติบโต และก้าวผ่านคืนวันอันว่างเปล่ามาได้ในที่สุด

และเป็น ‘บางสิ่งที่เรียกว่า รัก’ นี่เอง ที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ยังมีคุณค่า แม้มันอาจทำให้เด็กสาวอย่าง ‘หญิง’ ต้องมีรอยน้ำตาเมื่อคนที่เธอรักไม่ได้เป็นอย่างที่เธอหวัง, แม้มันอาจทำให้ ‘มิว’ ทรมานจนคิดว่าคงร้องเพลงต่อไปไม่ได้อีกแล้ว, แม้มันอาจจะทำให้ ‘โต้ง’ ต้องสับสนว่าจะเลือกอะไร, แม้มันจะทำให้ ‘จูน’ ต้องหวนไห้หาอ้อมกอดอันอับอุ่นของครอบครัว, แม้มันอาจจะทำให้พ่อกับแม่ต้องหัวใจสลายเมื่อลูกรักจากไป





แต่ก็เป็นสิ่งนี้นี่เอง ที่ทำให้หญิงได้เติบโต, เป็นสิ่งนี้นี่เอง ที่ทำให้มิวได้รู้จักความหมายของคืนวัน, เป็นสิ่งนี้นี่เองที่เติมเต็มชีวิตอันขาดหายของโต้ง, เป็นสิ่งนี้นี่เอง ที่ยังทำให้หญิงสาวไร้บ้านคนหนึ่งยังยืนหยัดมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้, เป็นสิ่งนี้นี่เอง ที่ทำให้พ่อกับแม่ได้รู้ว่า แท้จริงแล้ว การจากไปของใครที่รัก ไม่ได้หมายความว่า ความรักของเขาได้หายไปด้วย

เพราะท้ายที่สุด ความรักไม่เคยหายไปจากโลก – แต่บางครั้ง เราอาจทำร้ายกันเพราะเรารักกันมากเกินไป เราอาจมีร่องรอยน้ำตา เพราะเราห่วงใยกันเกินไป เราอาจหวนไห้ใจสลาย เพราะเราแคร์กันเกินไป แต่ก็อย่างที่เพลงในหนังบอกไว้ “มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย”

ความจริงที่ว่า อาจรวมถึง ความอ่อนหวาน และความขมปร่า

... รอยยิ้ม และ เสียงร่ำไห้

... ความสุขสันต์ และ ความเจ็บปวด

ทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของความรัก

สิ่งที่สำคัญน้อยกว่า ‘อากาศ’ แต่มนุษย์ก็ขาดมันไม่ได้



... แด่ทุกความรักที่สร้างเรา...




edit @ 7 Dec 2007 00:33:37 by tiktokthailand

2007/Dec/03

 

เพิ่งได้อ่านงานเขียนของพี่ ตุล ไวฑูรเกียรติ ใน "ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ" (ISBN 978-974-8233-16-1 openbooks 132 หน้า ราคา 100 บาท ปกอ่อน ปีที่พิมพ์ ๒๕๕๐)

 

ชอบบทนี้ เป็นบทที่ผู้เขียนบอกไว้ว่า "บทกวีฉันไพเราะยามมีทุกข์"

อ่านแล้ว ชวนให้คิดถึงใครคนหนึ่งในชีวิต, ใครสักคนในวันเก่าก่อน ที่เป็นความทรงจำงดงามของชีวิต

ใครที่ทำให้เพลง "เพียงเธอ" เพลงประกอบหนังจาก "รักแห่งสยาม" มีความหมายและสัมผัสหัวใจได้มากขึ้น

 

:)

 

และในทุกๆ ความงามที่หัวใจฉันเคยสัมผัส
ตลอดชีวิตจนอดีตจนถึงจุดจบ
จะต้องมีความงามของเธอเด่นอยู่ในมุมใดสักมุม
ในพิพิธภัณฑ์แห่งความปีติของฉัน
ฉันเชื่อ สักวันฉันจะต้องพบความงามอื่นๆ
ที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นเต็มขึ้น สมบูรณ์ขึ้น
แต่การรับรู้ถึงความงามใหม่ๆ นั้น
คงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
หากขาดซึ่งบทเรียนและประสบการณ์
ที่เกิดจากความงามของเธอ